ใครที่เคยเข้าเรียนโยคะน่าจะรู้ดีว่ามันผ่อนคลายแค่ไหน แค่ได้วางเรื่องเครียด ๆ ในแต่ละวันลง หันมาโฟกัสกับการหายใจ การเคลื่อนไหวเบา ๆ การยืดเหยียดอย่างนุ่มนวล และการทำสมาธิ แม้เพียงชั่วโมงเดียวก็รู้สึกสบายขึ้นแล้ว
แต่ตอนนี้งานวิจัยจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ชี้ว่า พลังของโยคะอาจไปไกลกว่าการคลายเครียดชั่วคราว โยคะกำลังถูกมองว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเสริมพลังสมอง ชะลอความเสื่อมของการรับรู้ และอาจช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้
ดร.เนฮา โกธี อาจารย์และผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอกด้านการเคลื่อนไหวและการฟื้นฟูสมรรถภาพมนุษย์ จากมหาวิทยาลัย Northeastern ในบอสตัน บอกว่า
“หลักฐานทางวิชาการเกี่ยวกับโยคะเพิ่มขึ้นมาก และจากข้อมูลที่มีตอนนี้ มันชี้ว่าโยคะอาจช่วยปกป้องสุขภาพสมองของเราเมื่ออายุมากขึ้นได้”
โยคะกับสมองที่กำลังสูงวัย
การศึกษาเรื่องประโยชน์ของโยคะเริ่มจริงจังช่วงต้นทศวรรษ 2000 หลังจากโยคะได้รับความนิยมมากขึ้นในสหรัฐฯ ตั้งแต่นั้นมา งานวิจัยก็พบว่าโยคะดีทั้งต่อร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นระบบหัวใจ กล้ามเนื้อ ข้อต่อ หรือสุขภาพจิตโดยรวม
ระยะหลัง นักวิจัยเริ่มหันมาโฟกัสเรื่องผลดีของโยคะต่อสมองมากขึ้น เพราะสังคมกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และจำนวนคนที่มีภาวะสมองเสื่อมก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในสหรัฐฯ มีผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไปประมาณ 1 ใน 5 ที่มีภาวะความจำบกพร่องเล็กน้อย และราว 1 ใน 7 มีภาวะสมองเสื่อมบางรูปแบบ ซึ่งคาดว่าจำนวนผู้ป่วยรายใหม่จะเพิ่มเป็นสองเท่าในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า
แม้เราจะรู้ดีว่าการออกกำลังกายช่วยสมองได้ แต่ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่สามารถออกกำลังกายได้ถึงระดับที่แนะนำ เช่น 150 นาทีต่อสัปดาห์สำหรับกิจกรรมระดับปานกลาง หรือ 75 นาทีสำหรับกิจกรรมหนัก รวมถึงการฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน
งานวิจัยบอกอะไรเกี่ยวกับโยคะ
โยคะซึ่งผสมผสานการเคลื่อนไหว การหายใจ และการทำสมาธิ อาจเป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่ายกว่า ดร.โกธีอธิบาย
งานวิจัยพบว่าโยคะส่งผลดีทั้งต่อ “โครงสร้าง” และ “การทำงาน” ของสมอง ในการวิเคราะห์งานวิจัยเมื่อปี 2019 ดร.โกธีพบว่าโยคะมีศักยภาพในการชะลอความเสื่อมของสมองจากอายุและโรคทางระบบประสาท และในการศึกษาอีกชิ้น ผู้หญิงที่ฝึกโยคะเป็นประจำมีเนื้อสมองสีเทามากกว่า และมีความจำระยะสั้นดีกว่าคนที่ไม่ฝึก
บางกรณี โยคะอาจดีกว่าการออกกำลังกายบางประเภทด้วยซ้ำ ในงานวิจัยขนาดเล็กอีกชิ้น ผู้ป่วยมะเร็งที่ฝึกโยคะต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ รายงานว่าความสามารถด้านการรับรู้ดีขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิกหรือยืดเหยียดทั่วไป
“สำหรับคนที่ไม่สามารถทำกิจกรรมหนัก ๆ ได้ โยคะถือว่าเข้าถึงง่ายมาก” ดร.โกธีกล่าว
“มันดีพอ ๆ กับการเดินหรือการยืดกล้ามเนื้อ และยังปรับให้เหมาะกับข้อจำกัดของแต่ละคนได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีปัญหาเข่าหรือข้อเสื่อม”
แล้วโยคะช่วยสมองได้อย่างไร
คำอธิบายหนึ่งคือ โยคะสร้างความเชื่อมโยงระหว่างจิตใจกับร่างกายอย่างใกล้ชิด งานวิจัยพบว่าประโยชน์ต่อสมองของโยคะอาจมาจากการลดความเครียดและการอักเสบ ช่วยควบคุมความเครียด และทำให้สมองสื่อสารกับร่างกายได้มีประสิทธิภาพขึ้น
ดร.เฮเลน ลาฟเรตสกี จาก UCLA ซึ่งทำวิจัยด้านโยคะและสมองมานาน กล่าวว่า
“ตอนนี้เรามีหลักฐานมากพอที่เล่าเรื่องเดียวกันได้ชัดเจน คือความเชื่อมโยงระหว่างจิตใจ ร่างกาย และสุขภาพสมอง”
เธอศึกษาการฝึกกุณฑลินีโยคะ ซึ่งผสานท่าทาง การหายใจ และสมาธิ พบว่าผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือนที่ฝึกโยคะ มีความจำและการทำงานของสมองดีขึ้น และสามารถชะลอการฝ่อลงของเนื้อสมองสีเทาได้ดีกว่ากลุ่มฝึกความจำทั่วไป
ควรฝึกโยคะแค่ไหน
ตอนนี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าต้องฝึกโยคะมากแค่ไหนถึงจะเห็นผล งานวิจัยส่วนใหญ่มักให้ฝึกอย่างน้อย 8 สัปดาห์ คลาสละประมาณ 1 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง
สิ่งสำคัญคือ โยคะไม่ใช่ยาวิเศษแบบทำครั้งเดียวแล้วจบ
“มันเป็นเรื่องของ ‘ใช้ต่อเนื่องถึงจะได้ผล’” ดร.โกธีกล่าว
“ถ้าฝึกต่อ ก็จะเห็นพัฒนาการ แต่ถ้าหยุด ผลก็จะค่อย ๆ หายไป”
ข่าวดีคือ ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ก็เริ่มได้ ดร.ลาฟเรตสกีบอกว่า การเริ่มตั้งแต่อายุน้อยช่วยให้โยคะกลายเป็นทักษะติดตัวไปตลอดชีวิต แต่ถึงจะเริ่มตอนแก่แล้ว โยคะก็ยังให้ประโยชน์เสมอ

